
คืนที่ 3 ยัง Jet Leg อยู่ เลยลงมานั่งที่บาร์ของโรงแรม ทำให้บังเอิญได้รู้จักกับคนเม็กซิโกที่นั่งอยู่ใกล้ๆกัน ได้มีโอกาสถามเขาเรื่องธุรกิจที่นี่ ผมถามเขาไปแบบคนทำโรงงานเลยว่า ที่นี่จริง ๆ แล้วผลิตอะไรเก่ง
เขาตอบว่า หนึ่งในสิ่งที่สำคัญมากของเม็กซิโกคือ manufacturing โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่ผลิตเพื่อป้อนตลาดสหรัฐฯ ทั้งรถยนต์ ชิ้นส่วน เสื้อผ้า เครื่องใช้ และโรงงานจำนวนมากตามแนวชายแดนตอนเหนือที่เรียกว่า maquila
พอได้ยินแบบนั้น ผมก็เริ่มสนใจทันที
คำถามที่ตามมาในหัวคือ ถ้าผลิตของบางอย่างที่ Mexico แล้วส่งเข้า America แทนที่จะผลิตจากเอเชียทั้งหมด มันจะเป็นไปได้แค่ไหน
คนที่คุยกับผมเลยย้อนถามว่า ผมไม่ได้อยู่ตอนที่เขาอธิบายเรื่อง USMCA ใช่ไหม
ตอนนั้นผมถึงได้กลับมาอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
USMCA คือข้อตกลงการค้าระหว่างสหรัฐฯ เม็กซิโก และแคนาดา ซึ่งเข้ามาแทน NAFTA และทำให้สามประเทศนี้เชื่อมกันในเชิงการผลิตและการค้าอย่างใกล้ชิดมากขึ้น แต่สิทธิประโยชน์ทางภาษีไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะสินค้าถูกผลิตอยู่ใน Mexico เท่านั้น สินค้าต้องผ่าน Rules of Origin และเงื่อนไขตามแต่ละหมวดสินค้าด้วย ปัจจุบันเรื่องกฎแหล่งกำเนิดสินค้าและการค้าสินค้าอุตสาหกรรมยังเป็นประเด็นที่ทั้งสหรัฐฯ และเม็กซิโกกำลังหารือกันในการทบทวน USMCA รอบปี 2026 อยู่ด้วย
แต่สิ่งที่ทำให้ผมสนใจมากกว่าตัวข้อตกลง คือพอมองตัวเลขจริงแล้วจะเห็นว่า Mexico ไม่ได้เป็นแค่ประเทศที่ “อยู่ใกล้อเมริกา”
มันผูกอยู่กับระบบการผลิตของอเมริกาไปแล้วค่อนข้างลึก
ข้อมูลจาก Banco de México เดือนกรกฎาคม 2026 ระบุว่า สินค้าส่งออกของเม็กซิโกราว 93.7% เป็นสินค้าภาคการผลิต และประมาณ 85.7% ของการส่งออกทั้งหมดไปสหรัฐฯ
ถ้าดูเฉพาะสินค้าภาคการผลิต เดือนเดียวกันเม็กซิโกส่งออกสินค้ากลุ่มนี้ประมาณ 68.4 พันล้านดอลลาร์ ไปสหรัฐฯ
ตัวเลขพวกนี้ทำให้ผมเริ่มมอง Mexico ต่างจากเดิม
ก่อนมา ผมมองประเทศนี้ผ่านเรื่องท่องเที่ยว อาหาร วัฒนธรรม แล้วก็เรื่องที่เล่าไปในบทความก่อนหน้านี้ แต่พอเริ่มมองในมุมธุรกิจ ผมถึงเห็นว่า สิ่งสำคัญของเม็กซิโกไม่ได้อยู่แค่สิ่งที่เขาขายให้คนในประเทศ
แต่มันอยู่ที่ประเทศนี้นั่งอยู่ข้างตลาดขนาดใหญ่มากอย่างสหรัฐฯ
อันนี้ต่างจากเอเชียพอสมควร
ถ้าเราผลิตของจากประเทศไทยเพื่อส่งไปอเมริกา สิ่งแรกที่ต้องคิดคือระยะทาง เรือ เวลา freight cost inventory แล้วก็เงินที่จมอยู่ระหว่างทาง
แต่สำหรับ Mexico โรงงานจำนวนมากสามารถผลิตสินค้าแล้วขนขึ้นรถวิ่งไปสหรัฐฯ ได้เลย
ความได้เปรียบแบบนี้ไม่ได้แปลว่า Mexico จะผลิตทุกอย่างได้ถูกกว่าเอเชีย และไม่ได้หมายความว่าสินค้าทุกประเภทควรย้ายไปผลิตที่นั่น แต่สำหรับสินค้าที่ความเร็ว การเติม stock และระยะทางถึงลูกค้ามีผลสูง มันทำให้สมการธุรกิจเปลี่ยนทันที
ผมเลยเริ่มเข้าใจว่าทำไมหลายปีที่ผ่านมาเราถึงได้ยินคำว่า nearshoring บ่อยขึ้น
แนวคิดมันตรงไปตรงมามาก คือแทนที่จะเอาฐานผลิตไปไว้ไกลจากตลาดปลายทางมาก ๆ ก็ย้ายบางส่วนมาให้อยู่ใกล้ตลาดขึ้น เพื่อให้ supply chain สั้นลงและยืดหยุ่นขึ้น
Mexico ได้ประโยชน์จากเรื่องนี้ค่อนข้างชัด เพราะนอกจากมีพรมแดนติดสหรัฐฯ แล้ว เขายังมีฐานการผลิตเดิมอยู่แล้ว ทั้งรถยนต์ ชิ้นส่วน เครื่องจักร อิเล็กทรอนิกส์ และสินค้าอุตสาหกรรมหลายประเภท ข้อมูลจากกระทรวงเศรษฐกิจเม็กซิโกก็สะท้อนว่า รถยนต์ เครื่องประมวลผลข้อมูล และชิ้นส่วนรถยนต์ยังเป็นกลุ่มส่งออกสำคัญของประเทศ
สิ่งที่น่าสนใจสำหรับผมคือ geography ในกรณีนี้ไม่ได้เป็นแค่เรื่องแผนที่
มันกลายเป็นต้นทุน
กลายเป็นความเร็ว
กลายเป็น inventory
กลายเป็น cash flow
แล้วสุดท้ายกลายเป็น competitive advantage
ตอนนั้นผมย้อนกลับมาคิดถึงธุรกิจตัวเอง
สมมติเรามีสินค้าที่ตลาดหลักอยู่ในอเมริกา แล้วเรายังผลิตทุกอย่างจาก Asia เพราะเคยทำแบบนั้นมาตลอด มันอาจถึงเวลาที่ต้องแยกคำถามออกจากกันแล้วว่า อะไรควรผลิตที่ไทย อะไรควรผลิตที่จีน และอะไรควรผลิตใกล้ตลาดอย่าง Mexico
เพราะถ้าเรายังคิดว่าโรงงานมีหน้าที่แค่ผลิตของให้ถูกที่สุด เราจะพลาดต้นทุนอีกหลายตัวที่ไม่ได้อยู่ในใบเสนอราคาโรงงาน
ของถูกกว่า 10% แต่เดินทางนานขึ้นหนึ่งเดือน อาจไม่ได้ถูกกว่าจริง
ของแพงขึ้นนิดหน่อย แต่เติม stock ได้ภายในไม่กี่วัน อาจทำให้ขายได้มากกว่าเดิม
หรือสินค้าบางอย่างอาจเหมาะกับการผลิตชิ้นส่วนจากเอเชีย แล้วนำไปประกอบหรือทำขั้นตอนสุดท้ายใน North America เพื่อให้เข้ากับโครงสร้าง supply chain และกฎที่เกี่ยวข้อง
พอคิดแบบนี้ ผมรู้สึกว่า การตัดสินใจว่าจะตั้งโรงงานที่ไหนไม่ควรดูแค่ค่าแรงอีกแล้ว
ต้องดูว่าลูกค้าอยู่ที่ไหน ตลาดอยู่ที่ไหน สินค้าเดินทางอย่างไร ภาษีเป็นอย่างไร กฎแหล่งกำเนิดสินค้าเป็นอย่างไร และถ้าวันหนึ่งตลาดเปลี่ยน เราปรับตัวเร็วแค่ไหน
ที่สำคัญคือ เรื่อง USMCA เองก็ไม่ได้หยุดนิ่ง ปี 2026 สหรัฐฯ เม็กซิโก และแคนาดาอยู่ในกระบวนการทบทวนข้อตกลง และมีการหารือเรื่อง Rules of Origin สินค้าอุตสาหกรรม เหล็ก อะลูมิเนียม และรถยนต์อยู่แล้ว ดังนั้นคนทำธุรกิจไม่ควรคิดว่าโครงสร้างภาษีวันนี้จะอยู่เหมือนเดิมตลอดไป
คนที่คุยกับผมพูดตรง ๆ ว่า ถ้าจะมาผลิตเพื่อส่งเข้าอเมริกา ต้องเช็กเป็นสินค้า ๆ ไป อย่าคิดว่า Made in Mexico แล้วจะได้สิทธิทุกอย่างโดยอัตโนมัติ
ผมชอบวิธีคิดนี้ เพราะมันทำให้เห็นอีกมุมหนึ่งของ globalization
สมัยก่อนเรามักถามว่า ประเทศไหนผลิตถูกที่สุด
วันนี้คำถามอาจต้องเพิ่มว่า ประเทศไหนอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะที่สุดสำหรับลูกค้าของเรา
Mexico เป็นตัวอย่างที่ดีมาก
ประเทศนี้ไม่ได้ต้องสร้างตลาดผู้บริโภคที่ใหญ่ที่สุดในโลกขึ้นมาเอง เพราะข้างบ้านมีอยู่แล้ว
สิ่งที่ต้องทำคือทำให้ตัวเองเชื่อมกับตลาดนั้นให้ลึกพอ ตั้งแต่ถนน โรงงาน คน ทักษะ กฎหมาย การค้า ไปจนถึง supply chain
ยิ่งคุยเรื่องนี้ ผมก็ยิ่งกลับมาคิดถึงประเทศไทย
เราเองก็ไม่ได้อยู่ในตำแหน่งที่แย่เลย
ประเทศไทยอยู่กลาง ASEAN เชื่อมจีน เชื่อมอินโดจีน เชื่อมมาเลเซีย มีฐานรถยนต์ อาหาร อิเล็กทรอนิกส์ สุขภาพ การท่องเที่ยว และมี infrastructure ที่พัฒนาไปไกลพอสมควร
แต่โจทย์อาจไม่ใช่แค่ว่า เราจะผลิตสินค้าอะไรให้โลก
โจทย์ควรตั้งใหม่กว่านั้นคือ เราจะทำอย่างไรให้ประเทศรอบตัวและบริษัทระดับโลก “ต้องใช้ประเทศไทย” เป็นส่วนหนึ่งของระบบเขา
ไม่ว่าจะใช้เราเป็นฐานผลิต ฐานบริการ ฐานข้อมูล ฐาน logistics ฐานการเงิน หรือฐานสำหรับเข้าถึงตลาด ASEAN
Mexico ทำให้ผมเห็นชัดขึ้นว่า ตำแหน่งบนแผนที่มีมูลค่าก็ต่อเมื่อเรารู้ว่าจะเอามันไปเชื่อมกับเศรษฐกิจของคนอื่นอย่างไร
และพอทำได้ ประเทศหนึ่งก็ไม่จำเป็นต้องมีตลาดที่ใหญ่จากการที่คำนวณจากประชากรของตัวเองเท่านั้น
ขอแค่ทำให้ตัวเองอยู่ในเส้นทางของตลาดใหญ่ให้ได้
#ประเทศไทยก็เช่นกัน
