Singapore ประเทศที่ไม่ได้เกิดขึ้นเอง แต่ถูกออกแบบขึ้นมา

อาทิตย์ที่ผ่านมา ผมมีโอกาสเดินทางมาสิงคโปร์เพื่อเข้าร่วม ASEAN Cloud Computing Principles Workshop หลังจากใช้เวลาอยู่ใน Workshop ต่อเนื่อง 2 วัน ทำให้ได้เห็น “คนสิงคโปร์” แบบจริงจังมากขึ้นในหลายมิติ ไม่ใช่แค่ภาพของประเทศที่เป็นระเบียบ สะอาด หรือมีระบบที่ดีอย่างที่เราคุ้นเคยกัน แต่เป็นทั้งวิธีคิด วิธีทำงาน วิธีมองโลก รวมถึงความรู้สึกบางอย่างที่คนที่นี่มีต่อประเทศของตัวเอง ซึ่งหลายเรื่องต่างจากที่ผมเคยมองสิงคโปร์จากภายนอกพอสมควร

แล้วก็เป็นความบังเอิญ พอดีเพื่อนชาวสิงคโปร์เห็นผมโพสต์ Story ว่าอยู่ที่นี่ เลยทักมาและขับรถมารับไปทานข้าวด้วยกัน

เพื่อนคนนี้ทำงานเป็นคนดูแลเงินลงทุนของนักลงทุนรายใหญ่ที่นำทรัพย์สินเข้ามาบริหารจัดการในสิงคโปร์ งานของเขาจึงอยู่ตรงจุดที่ได้เห็นทั้งเศรษฐกิจ เงินทุน คนรวย นักลงทุนต่างชาติ รวมถึงบทบาทของสิงคโปร์ในฐานะหนึ่งในศูนย์กลางการเงินของภูมิภาคแบบใกล้ชิดมาก

ระหว่างนั่งทานข้าวกัน เราคุยกันไปเรื่อย ๆ ตั้งแต่เรื่องเศรษฐกิจ การเมือง คนสิงคโปร์ ไปจนถึงเรื่องประวัติศาสตร์ของประเทศ ซึ่งปกติจะคุยกันแต่เรื่องอื่น ไม่เคยคุยกันเรื่องแบบนี้ 🫢

แล้วเขาก็เริ่มเล่าเรื่องสิงคโปร์ ในแบบที่ผมไม่ค่อยเคยได้ยินมาก่อน

สิ่งที่ผมได้ฟังไม่ใช่เรื่องว่า “ทำไมสิงคโปร์ถึงรวย”  แต่เพื่อนเล่าให้เห็นว่า คนสิงคโปร์จะสร้าง “ประเทศ” ขึ้นมาจากคนที่ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนชาติเดียวกันได้อย่างไร

ถ้าย้อนกลับไปมองสิงคโปร์เมื่อ 60 กว่าปีก่อน ประเทศนี้แทบไม่มีองค์ประกอบที่ทำให้ใครมั่นใจว่าจะกลายเป็นประเทศอย่างที่เราเห็นในวันนี้

ไม่มีทรัพยากรธรรมชาติ ไม่มีพื้นที่หลังบ้านขนาดใหญ่ ไม่มีตลาดภายในประเทศมากพอ ไม่มีแม้แต่กองทัพที่แข็งแรงเป็นของตัวเอง

ที่สำคัญที่สุดคือ ตอนนั้นคำว่า Singaporean ยังไม่ได้แข็งแรงเหมือนวันนี้

คนบนเกาะมีทั้งจีน มาเลย์ อินเดีย ยูเรเชียน และกลุ่มอื่น ๆ ต่างภาษา ต่างศาสนา ต่างวัฒนธรรม

สิงคโปร์จึงเป็นประเทศที่น่าสนใจตรงที่ไม่ได้มีเพียงโจทย์ว่า จะพัฒนาเศรษฐกิจอย่างไร

แต่ต้องตอบให้ได้ก่อนว่า เราคือใคร

เพื่อนเล่าว่า ถึงผู้นำเก่งแค่ไหน ถ้าไม่มีคนเดินตาม ก็ไม่มีความหมาย

ก่อนลีกวนยูจะเป็นนายกรัฐมนตรี เขาไม่ได้เริ่มต้นจากการเป็นรัฐบุรุษผู้สร้างชาติ แต่เขาเริ่มจากการเป็นทนาย

ปี 1952 ตอนอายุเพียง 28–29 ปี ลีกวนยูเข้าไปช่วยสหภาพพนักงานไปรษณีย์และโทรคมนาคมเจรจากับรัฐบาลอาณานิคมอังกฤษ หลังจากนั้นสหภาพแรงงานและสมาคมต่าง ๆ ก็เริ่มเข้ามาขอให้เขาช่วยมากขึ้น

นี่เป็นรายละเอียดเล็ก ๆ ที่ผมว่าน่าสนใจ เพราะก่อนที่จะเป็นผู้นำประเทศ เขาสร้าง legitimacy จากการเข้าไปยืนอยู่ข้างปัญหาจริงของประชาชนก่อน

ปี 1954 ลีกวนยูและเพื่อนร่วมอุดมการณ์ก่อตั้ง People’s Action Party หรือ PAP สัญลักษณ์ของพรรคคือสายฟ้าสีแดงพาดอยู่ในวงกลมสีน้ำเงินบนพื้นสีขาว

สายฟ้าหมายถึง Action

วงกลมหมายถึง Unity

ส่วนสีขาวหมายถึง Purity และ Integrity

จึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่นักการเมือง PAP ยังคงใส่เสื้อและกางเกงสีขาวมาจนถึงทุกวันนี้

มันคือการทำให้ความซื่อสัตย์ ไม่ได้อยู่แค่ในคำปราศรัย แต่กลายเป็น visual identity ของการเมือง

ปี 1959 PAP ชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย 43 จาก 51 ที่นั่ง และลีกวนยูขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกของสิงคโปร์ที่ปกครองตนเอง

แต่โจทย์ที่ยากกว่าการชนะเลือกตั้งกำลังจะตามมา

ประเทศที่คิดว่าตัวเองมีหลังพิง ก่อนจะพบว่าวันหนึ่งไม่มีหลังให้พิง

ยุทธศาสตร์เดิมของสิงคโปร์คือการรวมเข้ากับมลายา สำหรับเกาะเล็ก ๆ อย่างสิงคโปร์ การมีประเทศขนาดใหญ่เป็น hinterland หรือพื้นที่เศรษฐกิจด้านหลังดูสมเหตุสมผลมาก

ในปี 1963 สิงคโปร์จึงเข้าเป็นส่วนหนึ่งของ Malaysia แต่ความสัมพันธ์นั้นอยู่ได้ไม่ถึงสองปี

9 สิงหาคม 1965 สิงคโปร์แยกออกจากมาเลเซียและกลายเป็นประเทศเอกราช

นี่คือจุดเปลี่ยนที่สำคัญมาก เพราะอยู่ ๆ ประเทศเล็กที่มีประชากรไม่ถึง 2 ล้านคนต้องตอบคำถามใหม่ทั้งหมดว่า “ถ้าไม่มีใครให้เราพิง แล้วเราจะอยู่ในโลกนี้อย่างไร”

คำตอบของสิงคโปร์คือ ถ้าไม่มีหลังให้พิง ก็ต้องสร้างขาของตัวเองให้แข็งแรง

และผมคิดว่านี่คือจุดเริ่มต้นของ Singapore Mindset ที่เราเห็นมาจนถึงทุกวันนี้

บ้าน ก่อนจะสร้างชาติ ต้องทำให้คนรู้ก่อนว่าบ้านของเขาอยู่ที่ไหน

สิ่งหนึ่งที่ผมชอบมากจากบทสนทนาครั้งนี้คือเรื่อง Housing ลองคิดดูว่า ถ้าคุณถามคนจีน คนมาเลย์ และคนอินเดียที่เพิ่งกลายมาเป็นประชาชนประเทศเดียวกันว่า “คุณเป็นคนชาติอะไร”

เชื่อว่า แต่ละคนอาจให้คำตอบไม่เหมือนกัน และรัฐบาลไม่สามารถลบเชื้อชาติ ภาษา หรือศาสนาของใครทิ้งได้ สิ่งที่ทำได้คือสร้างสิ่งใหม่ขึ้นมาครอบทั้งหมด นั่นคือ You are Singaporean.

และวิธีหนึ่งที่จะทำให้คำนี้จับต้องได้ที่สุดก็คือ บ้าน เมื่อคนมีบ้านของตัวเองบนแผ่นดินนี้ ความสัมพันธ์กับประเทศก็เปลี่ยน

คุณอาจเป็นคนจีน คุณอาจเป็นมุสลิม คุณอาจเป็นคนอินเดีย แต่เมื่อกลับบ้าน บ้านของคุณอยู่ที่ Singapore นี่คือความฉลาดของนโยบาย HDB ที่ผมคิดว่าเรามักมองมันเป็นเพียง การเคหะ

แต่ในอีกมุมหนึ่ง HDB คือ Nation-Building Infrastructure มันไม่ได้สร้างเพียงที่อยู่อาศัย แต่มันสร้าง Sense of Belonging

ทำให้คำว่าประเทศของฉัน เปลี่ยนจากแนวคิดนามธรรมเป็นสิ่งที่จับต้องได้

มีประตู มีห้องนอน มีเพื่อนบ้าน มีโรงเรียนของลูก และมีชุมชนของตัวเอง ประเทศนี้จึงเริ่มต้นจากคำง่าย ๆ ว่า นี่คือบ้านของฉัน

รั้ว ถ้ามีบ้านแล้ว ก็ต้องปกป้องบ้านให้ได้

หลังเอกราช สิงคโปร์แทบไม่มีกองทัพของตัวเอง ขณะเดียวกันภูมิรัฐศาสตร์รอบตัวไม่ได้เป็นมิตรนัก ทั้งความสัมพันธ์ที่เปราะบางกับมาเลเซียและ Konfrontasi กับอินโดนีเซีย

รัฐบาลจึงตั้งคำถามว่า ถ้าวันหนึ่งเราสร้างประเทศจนร่ำรวย แล้วมีคนต้องการเข้ามาเอาของเราไป เราจะทำอย่างไร

เพราะประเทศเล็กไม่มีทางสร้างกองทัพขนาดเดียวกับประเทศใหญ่ได้

สิ่งที่สิงคโปร์ต้องการจึงไม่ใช่กองทัพที่ยิ่งใหญ่ แต่เป็นกองทัพที่ทำให้คู่ต่อสู้รู้สึกว่าการเข้ามายุ่งกับประเทศนี้ไม่คุ้ม

แนวคิดในยุคแรกถูกเปรียบเทียบว่าเป็น Poisonous Shrimp เราอาจเป็นเพียงกุ้งตัวเล็ก ปลาใหญ่สามารถกินเราได้ แต่ถ้าจะกิน ต้องรู้ว่า กุ้งตัวนี้มีพิษ

คุณอาจกลืนเราได้ แต่ราคาที่ต้องจ่ายจะสูงมาก แล้วสิงคโปร์มองหาประเทศที่มีโจทย์คล้ายตัวเองคือ ประเทศเล็ก ประชากรไม่มาก ถูกล้อมด้วยสภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงที่ยากลำบาก และต้องสร้างกองทัพที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าขนาดประเทศ

ประเทศนั้นคือ Israel

หลังเอกราช สิงคโปร์ขอความช่วยเหลือด้านการสร้างกองทัพจากหลายประเทศ แต่อิสราเอลเป็นประเทศที่ตอบรับอย่างรวดเร็ว

ภายในไม่กี่เดือน ที่ปรึกษาจาก Israeli Defence Forces เดินทางมาสิงคโปร์ แต่มีปัญหาคือ สิงคโปร์ตั้งอยู่ท่ามกลางประเทศมุสลิม การประกาศว่า “อิสราเอลกำลังมาสร้างกองทัพให้สิงคโปร์” ย่อมละเอียดอ่อนอย่างมาก

รัฐบาลจึงเรียกทีมอิสราเอลด้วย code name ว่า The Mexicans

เรื่องนี้ฟังเหมือนนิยายสายลับ แต่รัฐบาลสิงคโปร์ยืนยันเรื่องนี้อย่างเป็นทางการในเวลาต่อมา แนวคิดของกองทัพจึงถูกสร้างบน citizen army และ National Service

บ้านเป็นของคุณ ดังนั้นรั้วบ้านก็เป็นความรับผิดชอบของคุณเช่นกัน

ภาษา สร้างพื้นที่ตรงกลางที่ทุกคนสามารถมาเจอกันได้

อีกเรื่องที่ผมว่าสิงคโปร์ออกแบบได้ฉลาดมากคือภาษา แทนที่จะพยายามทำให้ทุกคนทิ้งรากเหง้าของตัวเอง สิงคโปร์สร้างระบบสองชั้น

English ทำหน้าที่เป็น working language และพื้นที่กลางที่คนต่างเชื้อชาติใช้สื่อสารกัน

ขณะเดียวกันเด็กก็เรียน mother tongue ไม่ว่าจะเป็น Mandarin, Malay หรือ Tamil เพื่อรักษาความเชื่อมโยงกับรากทางวัฒนธรรมของตัวเอง

ส่วน Malay ยังคงเป็น National Language นี่จึงเป็นการสร้างชาติที่ไม่ได้บอกคนในประเทศว่า ให้ลืมว่าคุณเคยเป็นใคร แต่บอกว่า คุณเป็นสิ่งนั้นได้ และในเวลาเดียวกันคุณก็เป็น Singaporean ได้

ความเป็นหนึ่งเดียวจึงไม่ได้แปลว่าทุกคนต้องเหมือนกัน แต่มันคือการสร้าง จุดร่วมที่ใหญ่พอให้ความแตกต่างอยู่ร่วมกันได้

เศรษฐกิจ เมื่อไม่มีตลาดในประเทศ ก็ต้องเอาโลกมาเป็นตลาด

หลังจากนั้นคือเรื่องปากท้อง สิงคโปร์ไม่มีทรัพยากรธรรมชาติ ไม่มีตลาดภายในขนาดใหญ่ และหลังแยกจากมาเลเซียก็ไม่มี hinterland อย่างที่เคยหวัง

ซ้ำร้าย อังกฤษประกาศถอนกำลังทหารออกจากสิงคโปร์ในปี 1967 ตอนนั้นฐานทัพและกิจกรรมของอังกฤษมีส่วนต่อเศรษฐกิจสิงคโปร์มากกว่า 20% ของ GNP

ถ้าอังกฤษออก คนจำนวนมากอาจตกงานทันที สิ่งที่สิงคโปร์ทำจึงไม่ใช่ปิดประเทศเพื่อปกป้องตัวเอง แต่ทำตรงกันข้าม คือการเปิดประเทศให้กว้างกว่าเดิม

ถ้าประเทศเล็กเกินกว่าจะสร้าง demand ของตัวเอง ก็ต้องเชื่อมตัวเองเข้ากับ demand ของโลก

Singapore Economic Development Board จึงออกไปดึงบริษัทต่างชาติและการลงทุนเข้ามา Jurong ถูกพัฒนาเป็นฐานอุตสาหกรรม

จากประเทศที่ไม่มี industrial base สิงคโปร์ค่อย ๆ ดึงบริษัทระดับโลกเข้ามาตั้งโรงงาน และพัฒนาต่อไปสู่อิเล็กทรอนิกส์ semiconductor, petrochemical, precision engineering และอุตสาหกรรมมูลค่าสูง

นี่คืออีกวิธีหนึ่งของประเทศเล็ก ถ้าคุณใหญ่เองไม่ได้ จงทำให้ตัวเองอยู่ใน footprint ของคนที่ใหญ่กว่า ทำให้บริษัทใหญ่ต้องใช้คุณ ทำให้ supply chain ต้องผ่านคุณ ทำให้เงินทุนต้องผ่านคุณ ทำให้ประเทศอื่นมีผลประโยชน์จากการที่คุณยังอยู่ จาก vulnerability จึงค่อย ๆ กลายเป็น indispensability

แล้วขั้นสุดท้าย ออกไปหาเพื่อน

เมื่อมีบ้าน มีรั้ว และมีเศรษฐกิจแล้ว สิ่งต่อไปคือการทำให้ประเทศเล็กไม่อยู่ตามลำพัง

นี่ทำให้ผมนึกถึงอีกด้านหนึ่งของประวัติศาสตร์ ASEAN ปี 1967 ประเทศไทยมีบทบาทสำคัญในการประสานความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในภูมิภาค จนนำไปสู่การก่อตั้ง ASEAN ที่กรุงเทพฯ โดย 5 ประเทศแรกคือ Indonesia, Malaysia, Philippines, Singapore และ Thailand

ลองคิดดูว่านี่เกิดขึ้นเพียง 2 ปีหลังสิงคโปร์เป็นเอกราช ประเทศที่เพิ่งเกิดและยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองจะอยู่รอดหรือไม่ กลับรีบสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์กับประเทศรอบตัว เพราะสำหรับประเทศเล็ก Diplomacy ไม่ใช่มารยาท แต่เป็น Survival Infrastructure

บ้าน รั้ว โลก

พอฟังเรื่องทั้งหมดจบ ผมรู้สึกว่าสูตรของสิงคโปร์ในช่วงสร้างชาติสามารถย่อให้เหลือเพียงสามคำ

บ้าน รั้ว โลก

บ้าน ทำให้คนรู้ว่า ที่นี่เป็นของเรา

รั้ว ทำให้คนรู้ว่า ถ้ามันเป็นของเรา เราต้องปกป้องมัน

โลก ทำให้คนทั้งประเทศรู้สึกว่า เราอยู่คนเดียวไม่ได้ เราต้องทำให้โลกมีเหตุผลที่จะอยากให้เราอยู่

จากนั้นจึงค่อยสร้างเศรษฐกิจ ภาษา การศึกษา สถาบัน และอัตลักษณ์เข้าไปประกอบกัน

สิงคโปร์ใช้เวลาราว 60 ปี จากเกาะเล็ก ๆ ที่อนาคตไม่แน่นอน กลายเป็นหนึ่งในเมืองสำคัญของโลก

สิ่งที่ผมสนใจจึงไม่ใช่ว่า ประเทศไทยควรทำเหมือนสิงคโปร์หรือไม่ เพราะบริบทของสองประเทศแตกต่างกันมาก

ประเทศไทยมีขนาดใหญ่กว่า มีประชากรมากกว่า มีทรัพยากร มีประวัติศาสตร์ความเป็นชาติยาวนาน และมีความสามารถในการ balance power ระหว่างมหาอำนาจเป็นทุนเดิม

แต่สิ่งหนึ่งที่เรียนรู้จากสิงคโปร์ได้คือ ประเทศไม่ได้แข็งแรงเพียงเพราะมีผู้นำที่มีภาพลักษณ์เก่งเสมอไป

ผู้นำเก่งแค่ไหน ถ้าคนไม่รู้ว่ากำลังเดินไปไหน และไม่รู้ว่าทำไมต้องเดินไปด้วยกัน ความเก่งของผู้นำก็มีข้อจำกัด

สิ่งที่ผู้นำรุ่นแรกของสิงคโปร์พยายามสร้าง จึงไม่ใช่แค่ GDP แต่คือ Common Ground ทำให้คนจีน คนมาเลย์ คนอินเดีย และคนที่มีที่มาต่างกัน สามารถตอบคำถามเดียวกันได้ว่า What are we?

และคำตอบที่พวกเขาพยายามสร้างขึ้นมาคือ We are Singaporeans.

การสร้างความรู้สึกว่า เราทุกคนมีบ้านหลังเดียวกัน และอนาคตของบ้านหลังนี้เป็นเรื่องของเราทุกคน

พี่ตุ้ม หนุ่มเมืองจันท์ เคยสอนผมว่า ถ้าอยากให้โพสน่าสนใจ ให้คนมาอ่านให้ลงท้ายว่า …ก็เช่นกัน

#ประเทศไทยก็เช่นกัน

Leave a Reply

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *