
มีอยู่ช่วงหนึ่งในงาน Business Matching ที่ Mexico ที่โดยจัดโดย DITP ผมกำลังเปิดคลิปให้คนที่นั่งคุยด้วยดูว่า ในเมืองไทยเราขายของกันอย่างไร
ผมไม่ได้เปิดโรงงานให้ดู ไม่ได้เปิด Catalog ไม่ได้เริ่มจากบอกว่าสินค้า SOdA.co.th ราคาเท่าไร
ผมเปิดคลิป Influencer แล้วบอกเขาว่า คนนี้ทำคลิปเดียว ขายสินค้าได้ประมาณ 1,000 ชิ้น และได้รับส่วนแบ่งจากยอดขายไปประมาณ 300,000 บาท
เขาหยุดดูอยู่พักหนึ่ง แล้วเริ่มถามต่อทันทีว่า
โมเดลแบบนี้ทำใน Mexico ได้ไหม
ตรงนั้นเองที่ผมเริ่มรู้สึกว่า สิ่งที่เขาสนใจอาจไม่ใช่สินค้าที่อยู่ในคลิปเลยด้วยซ้ำ
เขาสนใจ “วิธีที่สินค้าถูกขาย”
ในประเทศไทย ทุกวันนี้เราอยู่กับ Social Commerce จนหลายอย่างกลายเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว
Influencer รีวิวสินค้า
Creator แปะลิงก์
คน Live ขายของ
มี Affiliate
มี Commission
มีคนทำ Content แล้วรับส่วนแบ่งตามยอดขาย
บางคนเริ่มจากการเป็นคนรีวิว ก่อนจะโตไปมีแบรนด์ของตัวเอง
คนไทยเห็นสิ่งเหล่านี้ทุกวันจนแทบไม่ได้รู้สึกว่ามันมีอะไรพิเศษ
แต่พอเอาเรื่องเดียวกันไปเล่าในอีกประเทศหนึ่ง ปฏิกิริยาของคนที่ฟังกลับทำให้ผมเริ่มมองสิ่งที่เรามีต่างออกไป
ผมเล่าให้เขาฟังว่า ในไทยเรามีเครือข่าย KOL และ Influencer ที่ทำงานร่วมกันอยู่ประมาณ 10,000 คน มีเครือข่ายคน Live อีกราว 1,000 คน แล้วก็มี Content Channels อีกหลายร้อยช่องที่เราสามารถใช้สร้าง Audience ก่อนเชื่อมไปสู่การขาย
ตอนแรกผมคิดว่า เรื่องพวกนี้เป็นเพียง Infrastructure ทางการตลาดของธุรกิจเรา
แต่คนที่นั่งอยู่ตรงหน้ากลับมองมันเป็น Business Model
เขาถามว่าถ้าอย่างนั้น เอา Local Creator ใน Mexico เข้ามาเป็นคนขายกลุ่มแรกได้ไหม
ผมตอบ ได้
ให้เขารีวิวแล้วรับส่วนแบ่งได้ไหม
ผมตอบ ได้
ถ้าเอา Thai Influencer มาทำ Crossover กับ Mexican Influencer ล่ะ
ก็ได้อีก
แล้วถ้าเชื่อมกับ T-pop?
จากตอนแรกที่คุยกันเรื่องกระเป๋า เสื้อผ้าแฟชั่น ของตกแต่งบ้าน บทสนทนาก็เริ่มไหลออกไปถึง Entertainment, Creator Economy และ Cultural Crossover โดยแทบไม่รู้ตัว
ผมคิดว่านี่เป็นเรื่องที่ประเทศไทยมองข้ามอยู่พอสมควร
เวลาพูดคำว่า Export เราชอบนึกถึงแต่สิ่งของ เช่น ข้าว อาหาร รถยนต์ ชิ้นส่วน เสื้อผ้า เครื่องสำอาง ผลไม้ บริการท่องเที่ยว ทั้งหมดนี้สำคัญ
แต่สิ่งหนึ่งที่ผมเริ่มคิดหลังจากมาคุยกับคนที่ Mexico คือ ประเทศหนึ่งไม่ได้ส่งออกได้แค่ Product
แต่เรายังส่งออก “Process” ได้ด้วย
ส่งออก Know-how ได้
ส่งออก Business Model ได้
ส่งออกวิธีทำตลาดได้
ส่งออกวิธีสร้าง Demand ได้
ส่งออกวิธีเชื่อมคนธรรมดาให้กลายเป็น Seller ได้
และตรงนี้ ผมว่าประเทศไทยมีของอยู่เยอะกว่าที่เราคิด
ตลาดออนไลน์ไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมาโตแบบไม่ได้รอให้ทุกอย่างพร้อม
พฤติกรรมหลายอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก
ร้านค้าไม่ได้รอให้มี Website สมบูรณ์ก่อนขาย
แม่ค้าไม่ได้รอระบบ CRM ก่อนเริ่ม Live
Influencer ไม่ได้รอเป็น Celebrity ก่อนสร้างยอดขาย
คนซื้อเองก็ไม่ได้ต้องการ Customer Journey ที่สวยงามตามตำรา
Touchpoint เกิดในรูปแบบ เห็น >> สนใจ >> ถาม >> โอน >> ปิดการขาย >> รีวิว >> กระตุ้นการซื้อซ้ำ
บางครั้งเส้นทางการซื้อสั้นกว่าที่นักการตลาดวางไว้ใน Presentation หลายหน้าเสียอีก
แน่นอนว่าโมเดลแบบนี้ก็มีปัญหา มีทั้งเรื่อง Trust เรื่อง Scam เรื่องระบบหลังบ้าน เรื่องการคืนสินค้า เรื่องข้อมูล เรื่องภาษี และอีกหลายอย่างที่ต้องพัฒนา
แต่ในอีกด้านหนึ่ง ความไม่สมบูรณ์แบบนี่แหละทำให้ผู้ประกอบการไทยเรียนรู้ที่จะ Adapt เร็วมาก
Platform เปลี่ยน ก็ย้าย
Algorithm เปลี่ยน ก็ปรับ
คนไม่ดูภาพ ก็ทำ Video
คนไม่อ่านยาว ก็ไป Live
ค่า Ads แพงขึ้น ก็หา Creator
Creator แพงขึ้น ก็ทำ Affiliate
Affiliate โต ก็ทำระบบแบ่ง Revenue
เราเปลี่ยนวิธีขายกันเร็วจนบางทีไม่ได้รู้ตัวด้วยซ้ำว่า สิ่งที่เรากำลังทำอยู่ เป็นความสามารถแบบหนึ่ง
ผมเลยลองเล่าให้คนเม็กซิโกฟังอีกเรื่อง
เรามี Platform ที่ช่วยคนอยากมีแบรนด์ของตัวเอง แต่ไม่อยากลงทุนตั้งแต่วันแรก ชื่อ https://shopter.co
ถ้าเขามี Audience
มี Personal Brand
มีคนติดตาม
เราเข้าไปช่วยเรื่องสินค้า การผลิต Branding และระบบหลังบ้านได้
แล้วให้เขาเริ่มจากสิ่งที่ตัวเองมีอยู่ก่อน คือ “คนที่เชื่อเขา”
ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากโรงงาน
ไม่จำเป็นต้องถือ Stock ใหญ่
ไม่จำเป็นต้องสร้างทุกอย่างเอง
ฟังถึงตรงนี้ เขาเริ่มเห็นอีกแบบทันทีว่า Influencer ไม่จำเป็นต้องเป็น Media Channel อย่างเดียว
เขาสามารถเป็น Distribution Channel
เป็น Brand Owner
และบางครั้งเป็น Sales Force ได้พร้อมกัน
ตรงนี้ต่างจากโลกโฆษณาแบบเดิมพอสมควร
เมื่อก่อน Brand จ่ายเงินให้คนดังพูดถึงสินค้า
พูดเสร็จ จบ Campaign
แต่ Creator Commerce ทำให้คนที่พูดถึงสินค้า มีผลประโยชน์ผูกอยู่กับ Performance ของสิ่งที่ตัวเองพูดด้วย
ถ้าขายไม่ได้ เขาก็ไม่ได้อะไรเพิ่ม
ถ้าขายได้ เขามีแรงจูงใจทำต่อ
คนเก่งจะเริ่มเรียนรู้เองว่า Content แบบไหน Conversion ดี เวลาไหนคนซื้อ คำไหนคนฟัง แล้วสินค้าตัวไหน Audience ตัวเองชอบ
ในที่สุด Creator บางคนจึงเข้าใจลูกค้าของตัวเองมากกว่า Brand เสียอีก
ผมว่าเรื่องนี้สำคัญ เพราะโลกกำลังเปลี่ยนจากการซื้อ Media ไปสู่การซื้อ Outcome มากขึ้นเรื่อย ๆ
แบรนด์ไม่ได้อยากได้ View อย่างเดียว
สุดท้ายก็อยากได้ยอดขาย
ไม่ได้อยากได้ Engagement อย่างเดียว
อยากรู้ว่า Engagement นั้นพาอะไรกลับเข้าบริษัท
ตรงนี้เองที่โมเดลของไทยมีอะไรให้น่าศึกษาเยอะมาก
ไม่ได้หมายความว่าไทยทำดีที่สุดในโลก หรือเอาโมเดลจากไทยไปวางที่ Mexico แล้วจะใช้ได้ทันที
ผมกลับคิดตรงกันข้ามเลยว่า ถ้าคิดจะ Copy ทั้งชุด มีโอกาสพลาดสูง
เพราะพฤติกรรมคนต่างกัน
ระบบชำระเงินต่างกัน
Platform ที่คนใช้ต่างกัน
Trust ต่างกัน
Logistics ต่างกัน
กฎหมายก็ต่างกัน
สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือ เอา Logic ไป ไม่ใช่เอา Template ไป
Logic ที่ว่า คนธรรมดาสามารถเป็น Media ได้
Media สามารถเป็น Seller ได้
Seller สามารถเป็น Brand ได้
และ Brand ไม่จำเป็นต้องเกิดจากบริษัทใหญ่เสมอไป
นี่คือสิ่งที่ผมคิดว่าสามารถเอาไป Adapt ได้แทบทุกประเทศ
วันนั้นอีกฝ่ายถามผมเรื่อง T-pop ต่อ
เขามองว่ากระแสไทยใน Mexico เริ่มมีพื้นที่ โดยเฉพาะ Entertainment บางประเภท แล้วถามว่า ถ้ามี Thai Influencer หรือศิลปินเข้ามาช่วยทำ Crossover จะต่อยอดกับ Mexican Creator ได้ไหม
สำหรับผม คำถามนี้น่าสนใจตรงที่มันเชื่อมสองเรื่องที่ประเทศไทยพูดกันมานาน คือ Soft Power กับ Commerce
เราชอบถามว่า คนต่างชาติรู้จักประเทศไทยมากขึ้นไหม แต่ในมุมคนทำธุรกิจ ผมอยากถามต่อว่า
แล้วความรู้จักนั้น “ต่อไปไหน”
เขาดูละครไทยแล้วมีสินค้าอะไรให้ซื้อไหม
เขาชอบศิลปินไทยแล้วมี Brand Ecosystem อะไรรองรับไหม
เขาสนใจวัฒนธรรมไทยแล้วเงินกลับเข้าสู่ Supply Chain ของไทยตรงไหน
คนตัวเล็ก ผู้ผลิต โรงงาน Designer Creator ได้ส่วนแบ่งจากกระแสนี้อย่างไร
ไม่อย่างนั้น Attention ก็มาแล้วก็ผ่านไป
คนรู้จักเรา แต่ Economic Value อาจไปตกอยู่กับ Platform หรือ Distributor คนอื่นหมด
ผมว่าประเทศไทยมีบทเรียนจาก Social Commerce ที่เอามาต่อกับเรื่องนี้ได้เยอะมาก
เพราะเราไม่ได้เก่งแค่ทำ Content ให้คนดู
คนไทยเก่งเรื่องเอา Content ไปต่อกับ Commerce
ดูเสร็จซื้อเลย
ถามใน Comment
ทัก Chat
กด Link
ดู Live
รับ Code
กลับมาซื้อซ้ำ
เส้นแบ่งระหว่าง Entertainment กับ Transaction เริ่มบางลงมาก
และถ้าเราสามารถเอาความเข้าใจเรื่องนี้ไปเชื่อมกับสินค้าไทย บริการไทย วัฒนธรรมไทย หรือแม้แต่ IP ของไทย มูลค่าที่เกิดขึ้นจะไม่หยุดอยู่แค่ยอด View
ในทริป Mexico ครั้งนี้ ผมจึงเริ่มมองคำว่า Export กว้างขึ้น
เราไม่จำเป็นต้องถามอย่างเดียวว่า “ประเทศไทยมีสินค้าอะไรที่โลกอยากซื้อ” บางทีควรถามเพิ่มว่า “ประเทศไทยรู้อะไร ที่โลกยังเอาไปใช้ได้”
บางประเทศส่งออก Technology
บางประเทศส่งออก Franchise
บางประเทศส่งออก Management System
บางประเทศส่งออก Entertainment Format
แล้วประเทศไทยล่ะ ควรต้องทำอะไร
เราอาจมีบางอย่างที่อยู่ใกล้ตัวมากจนไม่เคยคิดว่ามันมีมูลค่า
ความสามารถในการขายผ่าน Social
การใช้ Creator เป็น Distribution
การเปลี่ยน Attention ให้เป็น Transaction
การทำให้คนตัวเล็กเปิด Brand ได้เร็ว
การ Adapt ไปตาม Platform แบบแทบ Real-time
ทั้งหมดนี้อาจยังไม่ได้ถูกเรียบเรียงเป็น “สินค้าส่งออก” แบบที่จับต้องได้
แต่ไม่ได้แปลว่ามันไม่มีมูลค่า
กลับจาก Mexico ครั้งนี้ ผมเลยรู้สึกว่า เราอาจต้องเลิกมองประเทศไทยเป็นเพียงฐานผลิตของดี ๆ ส่งออกไปให้โลก
แล้วเริ่มถามให้มากขึ้นว่า เรามี Model อะไร มี Know-how อะไร มีวิธีทำธุรกิจแบบไหนที่คนอื่นอยากเรียนรู้จากเราได้บ้าง
เพราะตลาดโลกในวันนี้ซื้อได้ทั้งสินค้าและวิธีคิด ประเทศที่ได้มูลค่ามากกว่า อาจไม่ใช่ประเทศที่ส่งสินค้าที่จับต้องได้จำนวนมากเพียงอย่างเดียม
แต่อาจเป็นประเทศที่ทำให้คนอื่นอยากเอา “วิธีของเรา” ไปใช้ด้วย
#ประเทศไทยก็เช่นกัน
