
วันนี้ผมมีโอกาสไปร่วมงานเปิดตัวหนังสือเล่มใหม่ของพี่โจ้ ธนา เธียรอัจฉริยะ Thana Thienachariya ชื่อ Algebra of Luck หรือ “สมการแห่งโชค” เพราะพี่โจ้ไลน์ส่วนตัวมาเอง ต่อให้ไม่ว่างก็ต้องเคลียเวลาให้ว่างให้ได้ ตอนแรกคิดว่าจะเป็นงานเปิดตัวหนังสือทั่วไป ได้ไปเจอพี่ ๆ น้อง ๆ ฟังพี่โจ้เล่าเรื่องหนังสือ พูดคุย ถ่ายรูป แล้วก็กลับ แต่พอได้นั่งฟังไปเรื่อย ๆ ผมกลับรู้สึกว่างานวันนี้ไม่ได้กำลังพูดถึงหนังสือเพียงอย่างเดียว มันเหมือนกำลังเล่าชีวิตของคนคนหนึ่งผ่านผู้คนที่เดินเข้ามาอยู่ในชีวิตของของพี่โจ้ และยิ่งฟัง ผมก็ยิ่งย้อนกลับมาคิดถึงชีวิตตัวเอง เพราะถ้าจะพูดถึงเรื่อง “โชค” สำหรับผมแล้ว การได้รู้จักพี่โจ้ก็น่าจะเป็นหนึ่งในความโชคดีของชีวิตเช่นกันครับ
ผมรู้จักพี่โจ้มาตั้งแต่วันที่ตัวเองยังเด็กมาก สมัยเพิ่งจบมหาลัยใหม่ๆ ที่ได้มีโอกาสไปฟังพี่โจ้บรรยาย และเดินเข้าไปแนะนำตัว แล้วบอกกับพี่โจ้ว่า ถ้าผ่านมาเพชรบุรี ขอเรียนเชิญมาทานข้าวที่ร้านผมนะครับ ในวันนั้นยังไม่ประสีประสากับโลก ไม่ได้รู้จักผู้คนมากมาย ไม่ได้เข้าใจโลกธุรกิจ ยังไม่มีอะไรเลย และยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอนาคตตัวเองจะเดินไปทางไหน จนมีโอกาสได้มาเรียน ABC รุ่น 1 ตอนนั้นผมคงยังไม่เข้าใจหรอกว่า การที่ใครสักคนพาเราเข้าไปอยู่ใน สังคมที่ดี สามารถเปลี่ยนชีวิตเราได้ขนาดไหน เราคิดว่าเรามาเรียนหลักสูตรหนึ่ง แต่เมื่อเวลาผ่านไปกลับพบว่า สิ่งสำคัญที่ได้กลับมาอาจไม่ใช่สิ่งที่อยู่ในห้องเรียน แต่มันคือพี่ๆน้องๆที่เราได้พบ บางคนวันนั้นเพียงแค่ทักทายกัน แต่หลายปีต่อมากลายเป็นกัลยาณมิตรคนสำคัญในชีวิต
พี่โจ้เป็นคนหนึ่งที่คอย Support ไอซ์กับครีมมาตลอด บางเรื่องพี่อาจจำไม่ได้แล้วด้วยซ้ำ ทั้งการแนะนำให้รู้จักคน พาไปเจอผู้ใหญ่ ชวนเข้าไปอยู่ในวงสนทนาดี ๆ หรือบางครั้งเพียงพูดชื่อเราให้ใครอีกคนได้รู้จัก รวมถึงแวะมาหามาทานข้าวที่ร้านถึงจังหวัดเพชรบุรีจริงๆ เรื่องเหล่านี้อาจดูเล็กสำหรับคนทำ แต่สำหรับคนได้รับมันไม่เล็กเลย เพราะประตูบางบานในชีวิต ถ้าไม่มีใครเปิดให้ เราอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่าหลังประตูนั้นมีอะไรอยู่
วันนี้พี่โจ้พูดคำหนึ่งที่ผมชอบมาก พี่บอกว่าตัวเองเหมือน “ตำรวจจราจร” ฟังครั้งแรกก็ตลกดี แต่คิดอีกทีมันตรงมาก ตำรวจจราจรไม่ได้เป็นจุดหมายปลายทางของใคร เขาแค่ยืนอยู่ตรงสี่แยกแล้วทำให้คนแต่ละทางเดินทางไปเจอกันได้ พี่โจ้เป็นแบบนั้นจริง ๆ ครับ ประโยคที่ได้ยินมาเสมอ คือ คนนี้ควรรู้จักคนนั้น สองคนนี้น่าจะคุยกัน น้องคนนี้เก่งนะ ลองคุยดู ผมเห็นพี่ทำแบบนี้มาตลอด และหลายครั้งพี่ไม่ได้อะไรจากการ Connect นั้นเลย
ยิ่งโตขึ้น พี่โจ้ยิ่งทำให้ผมยิ่งรู้สึกว่าคำว่า Networking กับคำว่า “กัลยาณมิตร” ไม่เหมือนกันเสียทีเดียว Networking มักเริ่มจากการคิดว่าเรารู้จักใครบ้าง และคนเหล่านั้นอาจสร้างโอกาสอะไรให้เรา แต่กัลยาณมิตรเริ่มจากอีกคำถามหนึ่งว่า เมื่อเรารู้จักคนดี ๆ แล้ว เราจะทำให้คนดี ๆ เหล่านั้นได้มาเจอกันและช่วยกันเติบโตได้อย่างไร สำหรับผม คุณค่าของ Connection จึงไม่ได้อยู่ที่เรามีรู้จักคนมากแค่ไหน แต่อยู่ที่ ชีวิตของใครดีขึ้นบ้าง เพราะเราเคยเชื่อมเขาเข้าหากัน
ที่มาของหนังสือ Algebra of Luck เองก็น่าสนใจ พี่โจ้เล่าว่าได้รับเชิญไปพูดในงาน CTC แล้วมองไปทางไหนก็มีแต่คนพูดเรื่อง AI พี่โจ้เลยคิดว่า ถ้าจะพูด AI แข่งกับคนอื่นก็คงไม่ใช่ทาง จึงลองคิดว่ามีเรื่องอะไรที่ AI อาจยังตอบไม่ได้ สุดท้ายมาจบที่คำว่า “โชค” และเมื่อเริ่มเก็บเรื่องราวมากขึ้น ก็พบว่าชีวิตของเรามีเหตุการณ์จำนวนมากที่อธิบายด้วยคำว่า “เก่ง” อย่างเดียวไม่ได้
อย่างเรื่องของพี่โจ้เองที่วันหนึ่งได้รับโทรศัพท์จาก “คุณดา” ชวนให้ไปลองสัมภาษณ์งาน ถ้าวันนั้นไม่ได้โทรกลับ ถ้าอีกฝ่ายไม่ได้คิดถึง หรือถ้าจังหวะคลาดกันไปเพียงเล็กน้อย เส้นทางชีวิตหลังจากนั้นอาจเปลี่ยนไปทั้งหมด เรื่องเหล่านี้ทำให้ผมคิดว่า เวลาคนเราเดินมาไกล เรามักชอบอธิบายความสำเร็จย้อนหลังให้ดูเป็นเหตุเป็นผล เพราะเราเรียนแบบนี้จึงมาถึงตรงนี้ เพราะเราทำงานหนักจึงได้รับโอกาส เพราะเราตัดสินใจถูกจึงประสบความสำเร็จ ทั้งหมดนั้นอาจจริง แต่จริงไม่หมด
ระหว่างทางยังมีเรื่องที่เราไม่ได้ควบคุมอีกเยอะ มีคนพูดชื่อเราในห้องที่เราไม่ได้อยู่ มีผู้ใหญ่บางคนเชื่อในตัวเราทั้งที่ตอนนั้นเรายังไม่มีอะไรให้เชื่อมากนัก หรือมีโอกาสบางอย่างเข้ามาถูกจังหวะพอดี การยอมรับว่า “เราโชคดี” จึงไม่ได้ลดคุณค่าของความสามารถหรือความพยายาม ตรงกันข้าม ผมว่ามันทำให้เราไม่หลงตัวเอง และจำได้ว่าเราไม่ได้เดินมาถึงตรงนี้คนเดียว
ในหนังสือ พี่โจ้พูดถึงโชคสามแบบ แบบแรกคือโชคที่เราควบคุมไม่ได้ เราเกิดที่ไหน จะไปเจอใคร ใครโทรมาหาในวันนั้น หรือเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้นถูกจังหวะแค่ไหน แบบที่สองคือโชคที่เราสร้างเงื่อนไขให้เกิดขึ้นได้ เราเลือกไม่ได้ว่าโอกาสจะมาเมื่อไร แต่เลือกได้ว่าเมื่อมันมา เราพร้อมหรือยัง เพราะคนสองคนอาจได้รับโอกาสเดียวกัน แต่คนหนึ่งเตรียมตัวมาห้าปี ขณะที่อีกคนเพิ่งเริ่มในวันที่โอกาสมาถึง ผลลัพธ์ย่อมต่างกัน โชคจึงไม่ได้ตรงข้ามกับความพยายาม หลายครั้งความพยายามต่างหากที่ทำให้เรา “ใช้โชคเป็น”
ส่วนโชคแบบที่สาม สำหรับผมคิดว่าสำคัญที่สุด คือเรื่องของ “คน” คนสองคนอาจเริ่มต้นชีวิตใกล้เคียงกัน ความสามารถไม่ต่างกัน แต่ 10 ปีผ่านไปกลับอยู่คนละจุด เพราะระหว่างทางคนหนึ่งอาจมีเจ้านายที่เชื่อใจ มีเพื่อนที่ดี มี Mentor คอยเตือน และอยู่ในสังคมที่ช่วยกันเติบโต ขณะที่อีกคนอาจไม่มีสิ่งเหล่านี้เลย เรื่องพวกนี้ไม่มีเขียนอยู่ใน CV แต่มีผลต่อชีวิตมหาศาล
ช่วงหนึ่งของงาน พี่โจ้เชิญผู้ใหญ่สี่ท่านขึ้นเวที ทั้งคุณไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม คุณบุญชัย เบญจรงคกุล คุณวิชัย เบญจรงคกุล และคุณ Sigve Brekke ผมชอบช่วงนี้มาก เพราะแทนที่เราจะฟังพี่โจ้บอกว่าตัวเองเป็นคนอย่างไร เรากลับได้ฟังคนที่เคยอยู่ในช่วงสำคัญของชีวิตพี่โจ้เล่าว่า “โจ้ที่เขารู้จักเป็นอย่างไร” แต่ละคนเล่าคนละมุม ทั้งเรื่องความคิดสร้างสรรค์ ความกล้าทำสิ่งใหม่ การไม่เริ่มต้นจากคำว่า “ไม่ได้” เรื่อง Trust และการเรียนรู้ Leadership จากคนที่เคยร่วมงานกัน
เรื่องหนึ่งที่ผมประทับใจเป็นพิเศษ เป็นเรื่องของคุณ Sigve หลังจากไม่ได้ทำงานด้วยกันมาหลายปี วันหนึ่งก่อนคุณ Sigve จะขึ้นเวทีพูดเรื่อง “How to Become a CEO” คุณ Sigve โทรไปหาพี่โจ้ แค่โทรไปบอกว่า อีกประมาณ 30 นาทีผมกำลังจะขึ้นเวทีพูดเรื่องนี้ และผมอยากบอกคุณว่า “คุณเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผมมาถึงตรงนี้” ผมว่าเรื่องเล็ก ๆ แบบนี้บอก Character ของคนได้มาก ตอนเราลำบาก เราจำได้ว่าใครช่วยเราเป็นเรื่องปกติ แต่วันที่เราประสบความสำเร็จ เรายังจำได้ไหมว่าใครเคยช่วยเรา และเราเคยกลับไปบอกเขาหรือยังว่า ความสำเร็จของเราวันนี้มีส่วนหนึ่งของเขาอยู่ในนั้นด้วย
อีกช่วงที่ผมประทับใจมาก คือเรื่องที่พี่บูลย์ ไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม เล่าถึงพี่โจ้ เพราะความสัมพันธ์ของทั้งคู่ไม่ได้เริ่มจากความประทับใจ แต่เริ่มจาก “ความเข้าใจผิด” จากหนังสือของพี่โจ้ที่เขียนถึง GMM จนพี่ตุ้ม หนุ่มเมืองจันท์ ต้องช่วยเชื่อมให้ทั้งสองคนได้พูดคุยกัน แต่แทนที่ความไม่เข้าใจนั้นจะกลายเป็นกำแพง กลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ที่ยาวนาน
ต่อมาในช่วงที่ธุรกิจเพลงกำลังเจอ Digital Disruption พี่โจ้มองเห็นโอกาสและเสนอแนวคิดบริการเพลงผ่านมือถือที่กลายเป็น Happy Vampire ให้ผู้ใช้เข้าถึงเพลงของแกรมมี่ได้ผ่านโทรศัพท์ อากู๋เล่าว่าเป็นไอเดียที่ดีมากในเวลานั้น และมีส่วนช่วยให้ธุรกิจเพลงหาทางเดินต่อท่ามกลาง Disruption จากคนที่เริ่มต้นด้วยความเข้าใจผิด กลายมาเป็นคนที่ทำงานร่วมกัน นัดกินข้าว แลกเปลี่ยนความคิด และเป็นกัลยาณมิตรกันมาจนถึงวันนี้
ผมชอบเรื่องนี้ เพราะมันเตือนว่าอย่ารีบตัดสินใครจากการเจอกันในครั้งแรก คนที่วันนี้เราอาจยังไม่เข้าใจกัน วันหนึ่งอาจกลายเป็นคนสำคัญในชีวิตก็ได้ ถ้าวันนั้นทั้งสองฝ่ายเลือกปิดประตูใส่กัน ความสัมพันธ์ดี ๆ ที่ตามมาอีกหลายสิบปีคงไม่มีโอกาสเกิดขึ้น
และบางที “โชค” ก็ไม่ได้เดินเข้ามาหาเราในรูปของเรื่องดี ๆ ตั้งแต่วันแรกเสมอไป บางครั้งมันเริ่มต้นจากความเข้าใจผิด แต่สุดท้ายกลับพาคนดี ๆ อีกคนเข้ามาอยู่ในชีวิตเราได้เหมือนกันครับ
อีกช่วงหนึ่งที่ผมชอบมาก คือสามสิ่งที่เปลี่ยนวิธีมองชีวิตของพี่โจ้ เรื่องแรกคือเพลง “อื่นๆอีกมากมาย” ของพี่จิก ประภาส ชลศรานนท์ ที่ทำให้พี่โจ้เรียนรู้ตั้งแต่อายุ 16 ว่า คนหนึ่งคนมีหลายด้าน อย่ารีบตัดสินใครจากสิ่งที่เราเห็นเพียงด้านเดียว เรื่องที่สองมาจากหนังสือของพี่ตุ้ม สรกล หรือหนุ่มเมืองจันท์ ซึ่งพูดถึงคำสอนของหลวงพ่อชาในความหมายง่าย ๆ ว่า ปัญหามีทั้งสิ่งที่แก้ได้และแก้ไม่ได้ ถ้าแก้ได้ก็ลงมือแก้ ถ้าแก้ไม่ได้ การนั่งทุกข์กับมันก็ไม่ได้ทำให้มันแก้ได้
แต่เรื่องที่สาม ผมคิดว่าเป็นหัวใจของหนังสือทั้งเล่ม พี่โจ้เคยคุยกับหมอแนต คุณหมอที่ดูแลผู้ป่วย Palliative Care แล้วถามว่าคนแบบไหน “ตายดี” คำตอบคือ คนที่ตายดีมักเป็นคนที่ “อยู่ดี” และเมื่อถามต่อว่าอยู่ดีคืออะไร คำตอบคือ “อยู่แล้วเป็นโชคดีของคนอื่น”
ผมชอบประโยคนี้มาก เพราะมันเปลี่ยนคำถามเรื่องโชคไปเลย ตลอดชีวิตเราพยายามเป็น “คนโชคดี” อยากเจอเจ้านายดี เพื่อนดี ลูกน้องดี คู่ชีวิตดี อยากให้ชีวิตส่งคนดี ๆ เข้ามาหาเรา แต่ไม่ค่อยได้ถามกลับว่า แล้วเวลาที่เราเดินเข้าไปในชีวิตของใคร เราเป็นความโชคดีของเขาหรือเปล่า ถ้าเราเป็นหัวหน้า ลูกน้องรู้สึกไหมว่าโชคดีที่ได้ทำงานกับเรา ถ้าเราเป็นเพื่อน เวลามีปัญหาเขานึกถึงเราหรือเปล่า ถ้าเราเป็นครู วันที่ลูกศิษย์เติบโตไปแล้ว เขายังจำได้ไหมว่าครั้งหนึ่งเราเคยเชื่อในตัวเขา และถ้าวันหนึ่งเราไม่อยู่แล้ว จะมีใครบ้างที่รู้สึกว่าชีวิตของเขาดีขึ้น เพราะครั้งหนึ่งเคยได้เจอเรา
สำหรับผม นี่คือจุดที่ “สมการแห่งโชค” ลึกซึ้งกว่าเรื่องการทำอย่างไรให้ตัวเองโชคดี เพราะคำถามเปลี่ยนจาก “ทำอย่างไรฉันถึงจะได้รับสิ่งดี ๆ มากขึ้น” มาเป็น “ทำอย่างไรการมีฉันอยู่จึงทำให้ชีวิตของคนอื่นดีขึ้น” และเมื่อย้อนกลับมามองตัวเอง จากเด็กคนหนึ่งที่เข้ามาเรียน ABC รุ่น 1 วันนี้ผมมีโอกาสได้ทำงานหลายอย่าง ได้พบผู้ใหญ่ มีน้อง ๆ และลูกศิษย์เข้ามาขอคำแนะนำ และพอจะเปิดประตูบางบานให้คนอื่นได้บ้าง ผมจึงรู้สึกว่า สิ่งที่ควรทำต่อไม่ใช่สะสม Connection ให้มากขึ้น แต่คือใช้ Connection ที่เรามีสร้างโอกาสให้คนอื่น ถ้าเห็นน้องคนหนึ่งเก่งแต่ยังไม่มีใครเห็น ก็ช่วยพาเขาไปอยู่ในที่ที่คนมองเห็น ถ้ารู้จักคนสองคนที่ควรรู้จักกัน ก็ทำให้เขาได้เจอกัน เพราะครั้งหนึ่งเราก็เคยเป็นเด็กที่ยังไม่มีอะไรให้ใครเหมือนกัน แต่มีผู้ใหญ่บางคนยอมเปิดประตูให้เราก่อน
สำหรับผม พี่โจ้คือหนึ่งในผู้ใหญ่คนนั้น พี่โจ้ครับ ไม่รู้ว่าพี่จะจำได้มากน้อยแค่ไหนว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมา พี่เคยทำอะไรให้น้องคนนี้ไว้บ้าง บางเรื่องอาจเล็กมากสำหรับพี่ บางครั้งเป็นแค่การแนะนำให้รู้จักใครสักคน บางครั้งเป็นการชวนเข้าไปอยู่ในวงดี ๆ หรือเป็นการเชื่อในตัวน้องคนหนึ่ง ก่อนที่น้องคนนั้นจะมีอะไรให้เชื่อมากนัก เรื่องเหล่านี้พี่อาจจำไม่ได้ทั้งหมด แต่ผมจำได้ครับ
จากเด็กที่ยังไม่ประสีประสาคนหนึ่งในวันนั้น จนได้เข้ามาเรียน ABC รุ่น 1 และพี่โจ้ พี่ตุ้ม ให้มาเป็นคนพูดปิดท้ายในทุกรุ่นของ ABC ทำให้ได้รู้จักพี่ ๆ ได้พบผู้คน และค่อย ๆ เดินทางมาเป็นผมในวันนี้ ถ้าย้อนเส้นทางกลับไป จะพบว่าหลายความสัมพันธ์ดี ๆ ในชีวิตผมมี “พี่โจ้” ยืนอยู่ตรงสี่แยกไหนสักแห่งเสมอ บางคนที่พี่เคยแนะนำให้รู้จัก วันนี้กลายเป็นกัลยาณมิตร บางโอกาสที่พี่เคยเปิดให้กลายเป็นอีกหลายโอกาสในเวลาต่อมา และบางวงที่พี่เคยพาเข้าไป ทำให้โลกของเด็กคนหนึ่งกว้างขึ้นจนกล้าคิดว่าตัวเองอาจทำอะไรได้มากกว่าที่เคยคิด
วันนี้ถ้าผมพอจะเป็นพี่ของใครได้บ้าง พอจะเปิดประตูให้ใครได้บ้าง หรือพอจะเชื่อมคนดี ๆ ให้มาเป็นกัลยาณมิตรของกันและกันได้บ้าง ส่วนหนึ่งก็เพราะเคยมีพี่โจ้ทำแบบนี้ให้ผมเห็นมาก่อน ผมไม่รู้ว่าจะมีโอกาสตอบแทนสิ่งที่พี่ให้มาได้หมดหรือเปล่า แต่สิ่งหนึ่งที่ผมทำได้คือ “ส่งต่อ” ส่งต่อให้น้อง ส่งต่อให้ลูกศิษย์ ส่งต่อให้คนที่ยังไม่มีโอกาส หรือเด็กบางคนที่วันนี้อาจยังไม่ประสีประสาเหมือนผมในวันนั้น ถ้าวันหนึ่งเขาเติบโตขึ้นแล้วหันกลับไปช่วยใครอีกคนต่อ สิ่งดี ๆ ที่พี่โจ้เคยทำไว้ก็จะไม่ได้หยุดอยู่แค่ที่คนคนเดียว แต่มันจะเดินทางต่อไปเรื่อย ๆ จากคนหนึ่งไปอีกคนหนึ่ง จากรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง
หนังสือสมการแห่งโชค อาจเป็นหนังสือเล่มใหม่ของพี่โจ้ แต่สำหรับผม สิ่งที่อยู่ในหนังสือเล่มนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่เลย เพราะผมเห็นพี่ใช้ชีวิตแบบนี้มาตลอด เห็นพี่เชื่อมคนดี ๆ เข้าหากัน เห็นพี่เปิดพื้นที่ให้น้อง ๆ เห็นพี่จำคนที่เคยมีพระคุณ และเห็นหลายชีวิตเติบโตขึ้นจากโอกาสเล็ก ๆ ที่พี่เคยหยิบยื่นให้ รวมถึงชีวิตของผมด้วย
พี่โจ้เคยทำให้ผมเห็นว่า การเป็นผู้ใหญ่ของใครสักคนไม่จำเป็นต้องคอยสอนเขาทุกเรื่อง บางครั้งแค่เชื่อในตัวเขากว่าที่เขาเชื่อในตัวเอง เปิดประตูให้สักบาน แล้วปล่อยให้เขาเดินต่อด้วยขาของตัวเอง แค่นั้นก็อาจเปลี่ยนชีวิตคนคนหนึ่งได้แล้ว วันนี้ถ้าผมมีโอกาสทำแบบเดียวกันให้น้องๆหรือลูกศิษย์คนไหน ผมคงถือว่านั่นเป็นวิธีตอบแทนพี่โจ้ที่ดีที่สุด
และถ้าความหมายของการมีชีวิตที่ดี คือการ “อยู่แล้วเป็นโชคดีของคนอื่น” ผมอยากบอกพี่โจ้ว่า อย่างน้อยกับน้องสองคนนี้ พี่ทำสำเร็จมานานแล้วครับ
ขอบคุณพี่โจ้ จากใจของเด็ก ABC รุ่น 1 คนหนึ่งที่โตขึ้นมากแล้ว แต่ยังจำได้เสมอว่า ในวันที่ตัวเองยังไม่ได้เป็นใคร มีพี่คนหนึ่งเคยมองเห็น เคยเปิดประตู และเคยพาให้ไปรู้จักกับโลกที่กว้างกว่าเดิม
สำหรับผม พี่โจ้ไม่ได้เพิ่งเขียน “สมการแห่งโชค” ในวันนี้หรอกครับ
พี่เป็นส่วนหนึ่งของสมการแห่งโชคในชีวิตไอซ์และครีมมาตั้งนานแล้วครับ
ขอบคุณที่รักกันครับ
ไอซ์ ครีม อคิณ
ปล. วันนี้ดีใจมากได้พาลูกชายไปสวัสดีพี่โจ้ด้วยครับ และได้บอกกับลูกชายว่า ป๊าโชคดีมากแค่ไหนที่ได้รู้จักพี่โจ้
