Mexico ประเทศที่ภาพจำ สร้างจินตนาการเกินกว่าความจริง

ก่อนเดินทางมาเม็กซิโก รอบตัวผมแทบทุกคนพูดเหมือนกันว่าให้ระวังตัวให้มาก อย่าออกไปเดินคนเดียว อย่าไปไหนมาไหนคนเดียว กลางคืนถ้าไม่จำเป็นก็อย่าออกจากโรงแรม บางคนเตือนไปถึงเรื่องลักพาตัว บางคนบอกว่าถ้าเป็นคนเอเชียยิ่งสังเกตง่าย เป็นเป้าหมายได้ง่ายกว่าเดิม

ฟังไปหลายคนเข้า ภาพ Mexico City ในหัวก่อนเดินทางก็เลยออกไปทางเดียวกับที่เราเห็นในหนังและซีรีส์อยู่พอสมควร คือมีทั้งแก๊ง ยาเสพติด เจ้าพ่อ มาเฟีย และเมืองที่ต้องคอยระวังหลังตลอดเวลา

แต่พอเครื่องลง ได้เข้ามาอยู่จริง ได้เดิน ได้คุยกับคน ได้เห็นเมืองในหลายมุม ความรู้สึกแรกคือ มันไม่เหมือนภาพที่อยู่ในหัวก่อนมาเลย

Mexico City เป็นเมืองใหญ่ที่มีชีวิตมาก ย่านธุรกิจหลายแห่งดูทันสมัย ร้านอาหารดี โรงแรมดี คนแต่งตัวดี ผู้คนเดินทางไปทำงาน ใช้ชีวิตกันตามปกติ บางพื้นที่ให้ความรู้สึกเป็นเมืองสากลมากกว่าที่คิดไว้เยอะ

มีอยู่ช่วงหนึ่ง ผมนึกถึง San Francisco กับ Los Angeles ที่เคยไป เพราะในบางย่านของสองเมืองนั้น ปัญหา homeless ยาเสพติด ร้านค้าปิดตัว หรือคนใช้ชีวิตอยู่ตามฟุตบาท เห็นได้ชัดจนเป็นภาพที่ติดตาเหมือนกัน แต่เวลาพูดถึงอเมริกา เราไม่ได้เริ่มต้นด้วยภาพเหล่านั้นเสมอไป

ขณะที่พอพูดถึงเม็กซิโก คนจำนวนมากกลับเริ่มที่ cartel ก่อนเลย

พอมาอยู่จริง ผมถึงรู้ว่าภาพที่เรามีต่อประเทศหนึ่ง หลายครั้งเกิดจากเรื่องไม่กี่เรื่องที่ถูกเล่าซ้ำอยู่เป็น 10 ปี เปิดข่าวก็เจอเรื่องแก๊ง ดูหนังก็เจอเรื่องยาเสพติด ดูซีรีส์ก็กลับมาที่เรื่องเดิมๆ สุดท้ายคนข้างนอกเลยเผลอเอาเรื่องพวกนั้นไปแทนความเป็นเม็กซิโกทั้งประเทศ ทั้งที่ชีวิตจริงของคนที่นี่มีอีกหลายด้านมากที่เราแทบไม่เคยเห็นผ่านสื่อ

ระหว่างทริปนี้ ผมเลยลองถามคนเม็กซิกันตรง ๆ ว่า จริง ๆ แล้วประเทศนี้ขับเคลื่อนด้วยเรื่อง cartel และยาเสพติดเหมือนที่คนข้างนอกเข้าใจหรือเปล่า

เขานิ่งไปนิดหนึ่งก่อนตอบว่า เรื่องนี้พูดยาก เพราะในอดีตเม็กซิโกไม่ได้ถูกมองจากโลกแบบทุกวันนี้ เขาเล่าว่าเมื่อก่อนเม็กซิโกมีภาพของประเทศที่ช่วยเหลือประเทศอื่น มีบทบาทในเวทีระหว่างประเทศ และมีความภาคภูมิใจของตัวเองอีกหลายเรื่อง แต่ในช่วงหลัง ภาพ narco, drugs และ cartels กลับกลายเป็นสิ่งที่คนต่างชาติจำได้ก่อนอย่างอื่น

เขาไม่ได้ปฏิเสธว่าปัญหาพวกนี้ไม่มีจริง ตรงกันข้าม เขายอมรับตรง ๆ ว่ามันมีอยู่ และมันกระทบหลายมิติ ทั้งเรื่องความปลอดภัย การขนส่งสินค้า ไปจนถึงการเมือง บางพื้นที่เสี่ยงจริง บางเรื่องคนที่นี่ก็รู้กันว่าควรอยู่ห่าง

แต่ในขณะเดียวกัน ชีวิตของคนส่วนใหญ่ก็ยังเดินต่อ คนยังตื่นไปทำงาน ส่งลูกไปโรงเรียน เปิดร้าน นัดเพื่อนกินข้าว ทำธุรกิจ แต่งงาน มีครอบครัว และคิดเรื่องอนาคตเหมือนคนทั่วโลก

เขาบอกผมว่า ถ้าคุณใช้ชีวิตตามปกติ ทำเรื่องถูกกฎหมาย ไม่เข้าไปยุ่งกับสิ่งที่ไม่ควรยุ่ง และรู้ว่าพื้นที่ไหนควรไปหรือไม่ควรไป ส่วนใหญ่ก็ใช้ชีวิตได้ตามปกติ

คำที่เขาพูดแล้วผมชอบได้คือ ใช้ชีวิตเป็นคนปกติ

ฟังเผิน ๆ อาจเหมือนการใช้ชีวิตด้วยความกลัว แต่พอเขาอธิบายต่อ ผมรู้สึกว่ามันคล้ายกับ common sense ของคนที่อยู่ในเมืองใหญ่มากกว่า คือรู้ว่าตรงไหนควรระวัง เรื่องไหนไม่ควรเข้าไปเกี่ยวข้อง และไม่จำเป็นต้องทำให้ตัวเองเป็นจุดสนใจตลอดเวลา

เขายกตัวอย่างง่าย ๆ ว่า ถ้าคุณไป New York หรือ Chicago คุณก็คงไม่ตั้งใจเดินเข้าไปในย่านที่รู้ว่าเสี่ยงตอนกลางคืน แล้วหวังว่าจะไม่มีอะไรเกิดขึ้น Mexico City ก็ไม่ได้ต่างกันขนาดนั้น

พื้นที่ที่ผมพักอยู่เป็นย่านธุรกิจและท่องเที่ยว มีคนต่างชาติ มีโรงแรม มีร้านอาหาร มีพื้นที่สีเขียวอย่าง Chapultepec อยู่ใกล้ ๆ ถือเป็นอีกโลกหนึ่งจากภาพที่คนจำนวนมากคิดถึงเวลาได้ยินคำว่า Mexico

อีกเรื่องที่ผมรู้สึกได้ด้วยตัวเอง คือคนที่นี่เป็นมิตรมาก

อันนี้ไม่ใช่สิ่งที่อ่านมาจากบทความหรือข้อมูลท่องเที่ยว แต่เป็นความรู้สึกตอนคุยกับคนจริง ๆ คนยิ้มง่าย คุยง่าย พร้อมช่วย และหลายครั้งทั้งที่เพิ่งรู้จักกัน เขาก็พยายามแนะนำทุกอย่างให้แบบเต็มที่

ผมเลยถามเขาต่อว่า ถ้าเลือกได้ เขาอยากให้คนต่างประเทศมองเม็กซิโกแบบไหน

เขาตอบว่า เขาอยากให้คนมองว่า Mexico เป็นประเทศที่ friendly คนชอบสนุก ชอบปาร์ตี้ มีความ laid-back อยู่ในวิธีใช้ชีวิต แต่ขณะเดียวกันก็ทำงานหนัก และต้อนรับคนต่างชาติด้วยความจริงใจ

เขาเล่าว่าพอเดินทางไปประเทศอื่นมากขึ้น ถึงได้รู้ว่าการที่คนแปลกหน้ายิ้มให้เรา หรือทำให้เรารู้สึก welcome มันไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นเหมือนกันทุกที่ และบางทีคนเม็กซิกันเองก็เคยมองเรื่องนี้เป็นเรื่องธรรมดาจนไม่ได้รู้สึกว่ามันเป็นจุดแข็งของตัวเอง

ตรงนี้ทำให้ผมเริ่มคิดถึงเรื่องภาพลักษณ์ประเทศมากขึ้น

ทุกประเทศมีทั้งเรื่องที่น่าภูมิใจและเรื่องที่อยากแก้ ทุกประเทศมีทั้งพื้นที่ดีและพื้นที่มีปัญหา แต่สิ่งที่ต่างกันคือ ในสายตาคนนอก ประเทศนั้นถูกเล่าผ่านเรื่องอะไรบ่อยที่สุด

ทุกวันนี้ภาพลักษณ์ประเทศไม่ได้อยู่ในมือรัฐบาลอย่างเดียวแล้ว หนังหนึ่งเรื่อง ซีรีส์หนึ่งเรื่อง คลิป TikTok ไม่กี่คลิป ข่าวที่ถูกแชร์ซ้ำ หรือประสบการณ์ของนักท่องเที่ยวคนหนึ่ง สามารถสร้างภาพของประเทศทั้งประเทศขึ้นมาได้เร็วมาก

เม็กซิโกมีทั้งอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ฐานการผลิตที่เชื่อมกับสหรัฐฯ เมืองท่องเที่ยว ศิลปะ อาหาร ดนตรี วัฒนธรรม และคนทำงานเก่ง ๆ จำนวนมาก แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ถูกส่งออกไปดังเท่าเรื่อง cartel

พอเรื่องหนึ่งดังซ้ำ ๆ นานพอ คนข้างนอกก็เริ่มรู้สึกว่ามันคือภาพทั้งหมด ทั้งที่จริงมันเป็นเพียงส่วนหนึ่ง

ผมว่าประเด็นนี้น่าสนใจมาก เพราะ Nation Branding ไม่ใช่แค่เรื่องทำโลโก้ประเทศ ทำแคมเปญท่องเที่ยว หรือซื้อสื่อประชาสัมพันธ์ แต่มันคือการทำให้โลกมีเรื่องเกี่ยวกับประเทศเรามากพอที่จะไม่สรุปเราจากเรื่องเดียว

ก่อนมาที่นี่ ผมมี Mexico แบบหนึ่งอยู่ในหัว พอได้มาอยู่จริง ได้คุยกับคน ได้เห็นเมือง และได้ฟังคนเม็กซิกันเล่าประเทศของตัวเอง ความรู้สึกนั้นเปลี่ยนไปพอสมควร

ไม่ได้หมายความว่า Mexico ไม่มีปัญหา ปัญหาหลายอย่างมีอยู่จริง และบางเรื่องก็หนักกว่าที่คนนอกคิดด้วยซ้ำ

แต่สิ่งที่ผมรู้สึกเสียดายคือ ประเทศหนึ่งมีเรื่องดี ๆ อยู่มาก แต่คนข้างนอกอาจไม่มีโอกาสได้ยิน เพราะเรื่องอีกแบบถูกเล่าวนลูปเยอะกว่า

และเมื่อโลกจำเราไปแล้วในภาพแบบหนึ่ง การแก้ภาพจำอาจยากกว่าการแก้ปัญหาจริงบางเรื่องเสียด้วยซ้ำ

ประเทศจึงไม่ได้มีแค่โจทย์ว่าจะทำอย่างไรให้บ้านตัวเองดีขึ้น แต่ยังมีอีกโจทย์ว่า จะทำอย่างไรให้คนข้างนอกมองเห็นสิ่งที่ดีขึ้นนั้นด้วย

เพราะต่อให้เรามีของดี มีคนเก่ง มีเมืองที่น่าอยู่ หรือมีเรื่องที่น่าภูมิใจมากแค่ไหน ถ้าไม่มีใครเล่าให้คนอื่นฟัง สุดท้ายโลกก็จะจำเราจากเรื่องที่คนอื่นเลือกที่จะเล่าถึงเราแทน

#ประเทศไทยก็เช่นกัน

Leave a Reply

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *